ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- ราคาสินแร่เงินเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นระยะเวลานานขึ้น
- ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนมิถุนายนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นลงชั่วคราว
- มุมมองที่เปลี่ยนไปต่อแนวโน้มนโยบายของ Fed ส่งผลให้ความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบเดือนกันยายนลดลงเหลือร้อยละ 44 อย่างไรก็ดี ตลาดยังมิได้สะท้อนปัจจัยจากการยกระดับความขัดแย้งทางทหารเมื่อเร็ว ๆ นี้เข้าไปในราคา
ราคาแร่เงิน (XAG/USD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง โดยมีการซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 57.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเวลาการซื้อขายของตลาดเอเชียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ราคาของโลหะเงินซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น และกระตุ้นให้เกิดความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไปเป็นระยะเวลานานขึ้น
สำนักข่าวเดอะการ์เดียน
(The Guardian) รายงานว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้เปิดฉากโจมตีระลอกใหม่เพื่อพยายามรักษาเส้นทางเดินเรือสำคัญบริเวณช่องแคบฮอร์มุซให้เปิดใช้งานได้ต่อไป ทั้งนี้ ในการยกระดับความขัดแย้งโดยตรง CENTCOM ยืนยันว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ได้ยิงขีปนาวุธเข้าใส่ปล่องไฟของเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งภายในช่องแคบยุทธศาสตร์ดังกล่าว ส่งผลให้เรือลำดังกล่าวไม่สามารถใช้การได้ และสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สหรัฐฯ ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนให้อิหร่านปฏิบัติตาม ก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มโจมตีโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ เช่น สะพานต่าง ๆ ของอิหร่านหรือไม่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวตอบเพียงว่า ตน
"ไม่ชอบการกำหนดเส้นตาย"
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง กลุ่มผู้ค้าในตลาดต่างเฝ้าประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยพิจารณาควบคู่ไปกับข้อมูลอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัวลงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำวันอังคาร ปรับตัวลดลงสู่ระดับร้อยละ 3.5 ในเดือนมิถุนายน จากระดับสูงสุดในรอบสามปีที่ร้อยละ 4.2 ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3.8 อย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคที่อ่อนแอนี้ ช่วยลดความกังวลในเบื้องต้นที่ว่า Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ววัน
นอกจากนี้ ข้อมูลดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ประจำวันพุธ ยังช่วยสนับสนุนแนวโน้มการชะลอตัวดังกล่าว โดยดัชนี PPI เดือนมิถุนายนปรับตัวลดลงสู่ระดับร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งลดลงจากร้อยละ 6 ในเดือนพฤษภาคม และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 6.2 ขณะที่ดัชนี PPI รายเดือนปรับตัวลดลงร้อยละ 0.3 ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 ในเดือนพฤษภาคม และถือเป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ด้วยเหตุนี้ ตลาดจึงได้ปรับลดความคาดหวังต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในรอบเดือนกันยายนลง โดยโอกาสความเป็นไปได้ลดลงเหลือประมาณร้อยละ 44 จากเดิมร้อยละ 50 ในวันก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวที่บรรลุร่วมกันเมื่อเดือนที่แล้วได้สิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อประจำเดือนมิถุนายนจึงยังไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการยกระดับความขัดแย้งทางทหารครั้งล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านครั้งนี้